วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Type Of Address


ในส่วนของ Application layer address นี้ ในกรณีนี้จะอธิบายถึง คำว่า UR Lย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator
 หมายถึง ตัวบ่งบอกข้อมูลในส่วนของ Address ของเว็บไซต์นั้น ๆอธิบายถึง แต่ละเว็บไซต์ จะถูกเก็บไว้บน Server ที่เรียกกันว่า Web Server ซึ่งผู้ให้บริการ Hosting จะเป็นคนดูแลเรื่อง IP ของเว็บไซต์ของเรา แต่อย่างว่า ถ้าเราจะมาจำเลขไอพี ของทุกเว็บไซต์ก็คงไม่ไหวจึงมีการกำหนด Domain Name ออกมาเพื่อเป็นตัวบ่งชี้ให้ทางผู้ใช้ เข้าใจได้ง่ายขึ้น
เช่นในกรณี ถ้าเราจะเข้า www.google.co.th เราก็พิมพ์ในช่องที่ให้ใส่ URL ในตัว Browser ของเราได้เลยว่า www.google.co.th

ถ้าไม่มี เจ้า Domain Name นี้ละ จะทำกันอย่างไร....
เราก็จะต้องพิมหมายเลขไอพีเข้าไปในช่องที่ใส่ Address ของ Browser เช่นถ้าเราอยากจะเข้า www.google.co.th โดยที่ไม่มี Domain Name เราก็จะต้องพิมว่า
ก็จะสามารถเข้า google ได้เช่นเดียวกัน แต่ว่าเราไม่สามารถจำหมายเลข IP ของเว็บไซต์ที่เราจะเข้าได้ทั้งหมด
 


เทคโนโลยีจึงมี Domain Name Address เพื่อให้ผู้ใช้ง่ายต่อการเข้าถึงเว็บไซต์

นายณัฐวุฒิ มงคลศิริ 5307470

Connection-Oriented Servers

Connection Oriented  มีการสื่อสารแบบ TCP มีลักษณะเหมือนส่งข้อมูลเสียงทางโทรศัพท์ ต้องมีการสร้าง Connection ก่อน 
จึงจะส่งข้อมูล และเมื่อส่งข้อมูลเสร็จสิ้น ก็จะทำการยุติการติดต่อ ทั้งนี้เปรียบเสมือนการส่งข้อมูลทีละชิ้นไปเรื่อยๆ ผู้รับก็รับข้อมูลนั้นๆ ตามลำดับก่อนหลัง ทำให้เสียเวลาในจุดเริ่มต้น แต่การส่งมีความถูกต้อง และรับรองว่าปลายทางได้รับข้อมูลแน่นอน

Connection Oriented Service
เป็นการสื่อสารข้อมูลที่ต้องมีการทำ Handshaking (การตรวจสอบสัญญาณ) ก่อนเสมอ คือ ก่อนที่ client จะทำการ request ข้อมูล จะต้องทำการส่งสัญญาณไปยัง server เพื่อรอให้ server ตอบมาว่าพร้อมที่จะส่งข้อมูล ข้อดีของ Connection Oriented Service คือ มีความน่าเชื่อถือสูง เพราะจะมีการทำ Acknowledgement และ Retransmission และมี Flow Control คือ มีการควบคุมการไหลหรือ traffic ไม่ให้หนาแน่นเกินไป ข้อดีอีกข้อคือ มี Congestion Control นั้นคือ การควบคุมไม่ให้ฝั่งส่ง ส่งข้อมูลเร็วเกินไปจน buffer ฝั่งรับไม่สามารถระบายได้ทัน โดยตัวอย่างที่สำคัญของ Connection Oriented Service คือ Transmission Control Protocol หรือ TCP นั้นเอง




Server มีพื้นฐานอยู่ 2 ชนิด คือ

Iterative Server คือ Server ที่ให้บริการ client ได้ครั้งละ 1 ตัว ปกติแล้วจะไม่ใช้กัน เพราะหาก Web Server ให้บริการแบบ Interative Server เช่น หากคนหนึ่งเข้าไป Web 1 ชั่วโมง คนอื่นจะต้องรอจนกว่าคนแรกออกมา ดังนั้น Interative Server มักจะเป็น Server ที่ทำงานระยะสั้นๆ แล้วจบเลย เพราะจะง่ายและสะดวก คือ จะให้บริการ Client ครั้งละตัว แต่หากมี Client เข้ามามากกว่า 1 ตัว จะให้บริการตัวแรกก่อน  แล้วที่เหลือจะให้รอเข้าคิวไว้ เข้าคิวไว้เรื่อยๆ จนกว่าจะเต็มคิว  หากเข้ามาทีหลังซึ่งคิวเต็มแล้ว จะถูกตัดออกไปอัตโนมัติ

 Concurrent Server เป็น Server ที่ใช้กันจริงๆ  และนิยมใช้กันบน Internet หลักการคือ มันจะสามารถให้บริการ Client ได้พร้อมๆกันมากกว่า 1 ตัว Concept ของ java ของคำว่า thread จะสร้าง thread ย่อยๆ ของ Server ไปให้บริการ Client ส่วน thread แม่จะไปรับบริการจาก thread ย่อยต่อไป

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

Switch คืออะไร ? และทำงานอย่างไร ?




Switch คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับเชื่อมเครือข่ายแต่ละเน็ตเวิร์คของแต่ละเครื่องให้เข้าด้วยกัน การเชื่อมต่อไปยังคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง เพื่อใช้ในการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องภายในเครือข่าย ในการเชื่อมคอมพิวเตอร์ไปยัง Switch จะใช้อุปกรณ์ 3 อย่างด้วยกันคือ 1. สาย UTP (Unshielded Twisted Pair) 2. หัว RJ45 เป็นหัวสำหรับสาย UTP ทั้งสองฝั่ง  3. Network adapter card หรือการ์ดแลนสำหรับ PC นั่นเอง



 UTP (Unshielded Twisted Pair)



 หัว RJ45 


. Network adapter card 

Switch มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง การทำงานของ Switch มีหลักการคือ เมื่อคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ Switch ใน Port ที่ 1 ต้องการจะติดต่อกับคอมพิวเตอร์อื่นๆในเครือข่าย คอมพิวเตอร์เครื่องส่งก็จะสร้าง Frame ของข้อมูลขึ้นมา โดยจะประกอบด้วย MAC Address, IP Address ของเครื่องส่ง และ IP Address ของปลายทางที่ต้องการติดต่อ แต่จะยังไม่มี MAC Address ของคอมพิวเตอร์ปลายทาง นำมาประกอบกันเป็น Frame

ต่อจากนั้นจะใช้ Protocol ARP ที่มีอยู่ใน Protocol TCP/IP มาใช้ในการค้นหา MAC Address ของ คอมพิวเตอร์ปลายทาง ที่ต้องการจะติดต่อด้วย โดย Protocol ARP จะทำการ Broadcast Frame นี้ไปยังทุก Port ของ Switch เรียกว่า ARP Request เมื่อคอมพิวเตอร์ที่มี IP Address ตรงกับ IP Address ที่ต้องการติดต่อทราบ ก็จะตอบกลับว่านี่เป็น IP Address ของคอมพิวเตอร์ปลายทางเครื่องนั้นจริง มันจะตอบกลับพร้อมกับใส่ค่า MAC Address ของมันลง ใน ARP Reply ในแบบ Broadcast ด้วย ซึ่งจะทำให้ Switch รับทราบด้วย

ต่อจากนั้น Switch ก็จะทำการ Forward ข้อมูลต่างๆ ไปยัง Port ที่เป็นที่อยู่ของคอมพิวเตอร์ทั้งสองได้อย่างถูกต้อง และ Switch จะยังเก็บเอาข้อมูลของ Mac Address ต้นทางของทั้งสองเอาไว้ในตาราง Source Address Table เพื่อเก็บเอาข้อมูล MAC Address กับ Port ที่ติดต่อไว้ใช้ในการสื่อสารที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป


การใช้ Switch ในการเชื่อมต่อเครือข่ายจะเป็นการแบ่งเครือข่ายออกเป็น Multiple Collision Domain โดยอัตโนมัตจะทำให้ Network Computer ทำงานได้อย่างเหมาะสมเพราะ Switch จะทำการ Drop frame ที่ไม่จำเป็นต้องส่งต่อออกไปยัง Switch ตัวอื่น หากตรวจพบว่าคอมพิวเตอร์ปลายทางที่ต้องการส่งอยู่ใน Switch ตัวเดียวกันแล้วก็จะเป็นการลด Traffic ใน Network ลงได้เป็นอย่างดีทีเดียว

Collision Domain คือการเชื่อมคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งเข้าด้วยกัน คอมพิวเตอร์ทั้งหมดติดต่อสื่อสารกันได้และข้อมูลก็อาจจะเกิดการชนกันได้ ทำให้เกิดการรับส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การแก้ไขการชนกันของข้อมูลนั้น ต้องใช้กฏกติกาการรับส่งข้อมูลเข้ามาช่วยเช่น CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access/Collision Detect) เป็นหนึ่งในกติกานั้น ซึ่งจะคล้ายกับสัญญาณไฟจราจรที่มีการหลีกเลี่ยงกันและกันในทางแยก Collision Domain เกิดจากเชื่อมต่อเข้าหากันด้วยอุปกรณ์ Hub ซึ่งในการเชื่อมต่อ Hub ต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งหมดจะอยู่ใน Collision Domain เดียวกัน ดังนั้นจะมี Collision Domain ขนาดใหญ่มากทำให้มีข้อมูลวิ่งเต็มไปหมดและมีโอกาสเกิดการชนกันของข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการรอคอยที่ยาวนานกว่าจะสามารถทำการรับส่งข้อมูลได้ทำให้ มี Switch เข้ามาทดแทนดังในปัจจุบันนั่นเอง

หน้าที่การทำงานของเราท์เตอร์(Router)



หน้าที่หลักของเราท์เตอร์ (Router) คือ การหาเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลที่ดีที่สุด และเป็นตัวกลาง


ในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่นๆ ทั้งนี้ เราท์เตอร์(Router) สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายที่ใช้


สื่อสัญญาณหลายแบบแตกต่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็น Etherner , Token Rink หรือ FDDI ทั้งๆ ที่ในแต่ละ


ระบบจะมี packet เป็นรูปแบบของตนเองซึ่งแตกต่างกัน โดยโปรโตคอลที่ทำงานในระดับบนหรือ Layer 3 ขึ้นไปเช่น IP, IPX หรือ Apple Talk เมื่อมีการส่งข้อมูลก็จะบรรจุข้อมูลนั้นเป็น packet ในรูปแบบของ


Layer 2 คือ Data Link Layer เมื่อเราท์เตอร์ (Router) ได้รับข้อมูลมาก็จะตรวจดูใน packet เพื่อจะทราบว่าใช้โปรโตคอลแบบใด จากนั้นก็จะตรวจดูเส้นทางส่งข้อมูลจากตาราง Routing Table ว่าจะต้องส่งข้อมูลนี้ไปยังเครือข่ายใด จึงจะต่อไปถึงปลายทางได้ แล้วจึงบรรจุข้อมูลลงเป็น packet ของ Data Link Layer ที่ถูกต้องอีกครั้ง เพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายปลายทาง














หลักในการเลือกทางเดินข้อมูล


1. การเลือกทางเดินที่สั้นที่สุด


การเลือกทางเดินที่สั้นที่สุด เป็นวิธีการที่ถูกนำไปใช้มากที่สุด หลักการทำงานเริ่มต้นด้วยการสร้างรูปกราฟของระบบเครือข่ายย่อยโดยแต่ละโหนดในรูปกราฟแทนเราท์เตอร์แต่ละตัวในเครือข่าย และให้เส้นเชื่อมโหนดแทนสายเครือข่ายที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างเราท์เตอร์



2. การเลือกเส้นทางที่เหมาะที่สุด


เป็นหลักการพื้นฐานของการหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ที่ไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของระบบเครือข่ายแบบใด



3. อัลกอริทึมการเลือกทางเดินแบบ Flooding


เป็นแบบสถิตย์ ถือไม่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของระบบจจะส่งแพ็กเก็ตไปทุกทิศทาง วิธีนี้จะเกิดการซ้ำซ้อนกันของข้อมูล เหมาะกับงานเกี่ยวกับกิจการทางทหาร วิธีการแบบฟลัดดิ้งสามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรียกว่า "วิธีฟลัดดิ้งบางทิศทาง"



4. เลือกทางเดินแบบ Flow Base


การเลือกเส้นทางในแบบนี้จะมีการพิจารณาปริมาณของข้อมูลในระบบเป็นหลัก คือ ถ้าเกิดเส้นทางการเดินทางมีปริมาณข้อมูลมากในเส้นทางนั้น ก็ให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นอื่นแทน แม้ว่าระยะทางจะมีมากว่าก็ตามเป็นการเลือกทางเดินแบบสถิตย์ ที่นำเอาข้อมูลทางด้านโครงสร้างเครือข่าย และปริมาณข้อมูลมาพิจารณาด้วย



5. การเลือกทางเดินแบบ Distant Vector


เป็นการเลือกทางเดินแบบ พลวัตรที่ได้รับความนิยมมาก เราท์เตอร์ทุกตัว จะต้องสร้างตารางเก็บข้อมูล และหาเส้นทางที่ดีที่สุด จะต้องส่งตารางข้อมูลทุกช่วงเวลา และเลือกเดินเส้นทางที่เวลาน้อยที่สุด





เทคโนโลยี ถัดจากการต่อด้วยโมเด็ม 56k


ในปัจจุบันนี้การต่ออินเตอร์เน็ตแบบไฮสปีดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะมีความเร็วกว่าอินเตอร์เน็ตในยุคแรกๆ
แต่ทางผมขอย้ำให้เพื่อนๆเข้าใจอีกทีว่า เมื่อก่อนเราใช้ อินเตอร์เน็ต 56k เพื่อนๆเคยถามตัวเองหรือไม่ว่ามันช้า
สำหรับผมแล้วเมื่อก่อนผมใช้อินเตอร์เน็ต 56k ณ.เวลานั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าช้าอะไรสักเท่าไหร่แต่ ถึงเวลานี้แล้ว
คงไม่มีคนหันกลับไปมองความสำคัญของอินเตอร์เน็ต 56k สักเท่าไหร่
วันนี้ผมจึงมาขอทวนความหลังเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตแต่ไม่ใช่ระบบ 56k ซึ่งมีบทความอยู่แล้ว
ผมจึงมาอธิบายเกี่ยวกับหลักการทำงานของอินเตอร์เน็ตที่ เหนือ กว่า56k มานิดหน่อยคือการใช้อินเตอร์
เน็ตด้วยการต่อโทรศัพท์มือถือผ่านระบบ GPRSและEDGE

ในสมัยเริ่มแรกนั้นทุกคนรู้จักโมเดม 56k ไปแล้วทุกคนแสวงหาการเล่นอินเตอร์เน็ตที่เข้าได้เร็วกว่า 56k
แต่ในเวลาถัดมาจากนั้นไม่นานได้มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาคือระบบ GPRS โดยการ ติดต่ออินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์มือถือ
เริ่มจากระบบ GPRS
เริ่มต้นด้วยระบบ GSM หรือทางศัพท์ทางเทคโนโลยีแล้ว เรียกว่า ช่วงระบบ 1G โทรศัพท์มือถือที่ใช้ในยุค 1G นั้นมีการใช้ระบบแบบ Analog ซึ่งไม่สามารถรับส่ง ข้อมูลอะไรได้เลยยกเว้น ข้อมูลเสียง เช่นการพูดคุยทางโทรศัพท์ ในยุค 1G นี้แม้แต่คุณจะส่ง SMS ก็ยังไม่สามารถส่งได้ซึ่งต่อมาได้พัฒนาระบบมาเป็นระบบ 2G
ระบบ 2G เริ่มจะมาพัฒนาในระบบ 2G คือการรับส่งข้อมูลแบบ Digital ซึ่งให้เทคโนโลยีหลายๆอย่างเกิดเช่น การส่ง SMS MMS โดยที่ผู้พัฒนาได้เริ่มเข้าสู่ระบบ 2.5G
ในส่วนของการต่ออินเตอร์เน็ตด้วยระบบ GPRS นี้จะมีความเร็วประมาณ 128kbps เท่านั้นซึ่งถ้าถือว่าการทำงานของอินเตอร์เน็ตในสมัยนั้นได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนมาถึง


 
เริ่มระบบ EDGE
EDGE พัฒนามาจาก ระบบ GPRS ระความเร็วสูงกว่า GPRS 4เท่า ซึ่งในยุคนี้เราจะใช้เทคโนโลยี 2.75G ระบบEDGEนั้นให้ความสามารถของการรับส่งต่อข้อมูลได้สูงขึ้น พัฒนากันได้สูงจนถึงขนาด ต่ออินเตอร์เน็ตได้ถึง 473.6Kbps แต่สำหรับในประเทศไทยนั้นระบบ ความเร็วสูงสุดของ EDGE ที่ Operator ปล่อยมานั้นจะอยู่ประมาณ 220-236.8 kbps และในเทคโนโลยี EDGE

ถึงในปัจจุบันนี้ พวกเราไม่ได้หันหลังกลับไปมองในส่วนของเทคโนโลยีที่ช้าและล้าหลังกันสักเท่าไหร่นักผมจึงมา
ให้คำอธิบายคราวๆไว้ให้เข้าใจว่าถ้าเทคโนโลยีพวกนี้ไม่มีมาก่อน เราคงไม่ได้ใช้ Hi-Speed internet จนถึงทุกวันนี้

นายณัฐวุฒิ มงคลศิริ 5307470

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

Modem 56k ก่อนจะมี Router

โมเด็ม (Modem)

เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร และรับส่งข้อมูลกันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่อง โอยอาศัยตัวกลางจำพวกสายโทรศัพท์และสาย Fiber Optic ในการส่งผ่านข้อมูล หลักการทำงานโดยคร่าวของโมเด็มก็คือ เปลี่ยนข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณเสียงเพื่อให้สามารถส่งผ่านไปตามสายโทรศัพท์ได้ และในทางกลับกันก็รับเอาสัญญาณเสียงที่ถูกส่งผ่านมาตามสายโทรศัพท์จากโมเด็มอีกฟากหนึ่งมาแปลงกลับให้เป็นข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอลแบบเดิม ปัจจุบันโมเด็มที่มีวางขายและใช้งานกันโดยทั่วไป ถ้าแบ่งออกตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลจะแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ

Dial-Up Modem (56K Dial-UP)
 
เป็นโมเด็มแบบอนาล็อคที่ใช้ในการรับส่งสัญญาณผ่านระบบโทรศัพท์แบบธรรดา เวลาเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในแต่ละครั้งจำเป็นจะต้องหมุนหมายเลขโทรศัพท์ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เร็ต (ISP) ด้วย มาตราฐานล่าสุดที่ใช้กันในปัจจุบัน คือ V.92 ซึ่งให้ Bit Rate หรืออัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดที่ 56/33.6 Kbps (รับข้อมูลขาลงจากอินเทอร์เน็ต หรือ Download ที่ความเร็ว 56 Kbps และส่งข้อมูล ขาขึ้น Upload ที่ความเร็ว 33.6 Kbps)
   
ADSL Modem (High-Speed Internet)




เป็นโมเด็มแบบดิจิตอลที่ใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารและรับส่งข้อมูลกันด้วยระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนคู่สายโทรศัพท์แบบะรรดา โดยเลือกใช่ย่านความถี่ที่ไม่มีในการใช้งานอินเทอร์เน็ต (โมเด็มแบบ Dial-Up ในระหว่างใช้งานอินเทอร์เน็ตจะำม่สามารถใช้โทรศัพท์ปกติไปพร้อมๆกันได้) อีกทั้งเวลาเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในแต่ละครั่ง ก็ไม่จำเป็นต้องหมุนหมายเลขโทรศัพท์เหมือนกับ 56k Dial-Up อีกด้วย ปัจจุบันเทคโนโยยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Hing-Speed Internet) และโมเด็มของ ADSL นี้กำลังเป็นที่นิยมและได้กลายเป็นมาตรฐานที่ใช้งานกันโดยทั่วไป ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้ความเร็วได้ตามต้องการจากผ๔้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) เช่น 256/128, 512/256 และ 1024/512 Kbps เป็นต้น โดยแต่ละความเร็วจะมีอัตราค่าบริการแต่กต่างกันไปสำหรับอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดด้วยระบบ ADSL ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 8192/1024 Kbps หรือก็คือ รับส่งข้อมูลขาลงจาก ISP (Download) ด้วยความเร็วสูงสุด 16 Mbps และส่งข้อมูลขาขึ้นไปหา ISP (Uplpad) ด้วยความเร็วสูงสุด 1 Mbps

Dial - up เป็นโมเด็มที่ ใช้สายโทรศัพท์ทองแดงแบบดั้งเดิมในการส่งสัญญาณ อะนาล็อก
CCITT  คือ คณะกรรมการระหว่างประเทศที่ระบุโมเด็ม วิธีการและเครื่องแฟกซ์ส่งข้อมูลเพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานร่วมกันระหว่างโมเด็มได้จำแนกโมเด็มผ่านสายโทรศัพท์ตาม มาตรฐาน ดังต่อไปนี้การปรับ
•     Bell & 212A 103M : มาตรฐานสูงอายุ Bell 103 ส่งที่ 300 bps ที่ 300 baud 212A ส่งและที่ 1200 bps ที่ 600 baud
•     V.21 : สามารถที่จะเพียง 300 bps เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศส่วนใหญ่ที่ใช้นอกประเทศสหรัฐอเมริกา
•     V.22 : 1200 bps สามารถในการที่ 600 baud  ส่วนใหญ่ที่ใช้นอกประเทศสหรัฐอเมริกา
•     V.22bis : ในและสหรัฐอเมริกาออกก็จะสามารถที่ 600 2400 bps baud ใช้
•     V.23 : ใช้ส่วนใหญ่ในยุโรปจะช่วยให้โมเด็มส่งและรับข้อมูลได้ในเวลาเดียวกันที่ 75 bps
•     V.29 : ทางเดียว ( ครึ่งเพล็กซ์ - ) มาตรฐานที่ใช้ส่วนใหญ่สำหรับเครื่องโทรสาร  สามารถที่จะ 9600 bps
•     V.32 : เพล็กซ์เต็ม มาตรฐานความสามารถในการ 9600 bps ที่ 2400 baud  V.32 โมเด็มโดยอัตโนมัติปรับความเร็วในการส่งผ่านของพวกเขาขึ้นอยู่กับสายที่มีคุณภาพของ
•     V.32bis : รุ่นที่สองของ V.32, มันเป็นความสามารถในการ 14,400 bps  มันจะยังเข้าสู่ทางเลือก V.32 ถ้าสายโทรศัพท์เป็นทางการ
•     V.32ter : รุ่นที่สามของ V.32, ความสามารถในการ 19,200 bps
•     V.34 : สามารถในการ 28,000 bps หรือทางเลือกเพื่อ 24,000 และ 19,200  มาตรฐานนี้มีการย้อนกลับเข้ากันได้กับ V.32 และ V.32bis
•     V.34bis : สามารถในการ 33,600 bps หรือทางเลือกเพื่อ 31,200
•     V.42 : อัตราการถ่ายโอนเช่นเดียวกับ V.34 แต่เป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้นเนื่องจากการแก้ไขข้อผิดพลาด
•     V.42bis : โปรโตคอลการบีบอัดข้อมูลที่สามารถเปิดใช้งานโมเด็มเพื่อให้ได้อัตราการถ่ายโอนข้อมูลของ 34,000 bps
•     V.44 : ช่วยให้การบีบอัดของเว็บเพจที่ท้าย ISP และ decompression โดยโมเด็ม V.44 ที่สอดคล้องเพื่อให้การส่งข้อมูลเดียวกันจะต้องส่งข้อมูลที่น้อยลง
•     V.90 : มาตรฐานการส่งข้อมูลที่เร็วที่สุดสำหรับส่งข้อมูลแบบอะนาล็อกก็เป็นความสามารถในการ 56,000 bps
•     V.92 : ส่งที่ความเร็วเดียวกับ V.90 แต่มีการจับมือกันลดเวลาและ - ถือคุณลักษณะ

Dial - up การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตไม่จำเป็นต้องใช้ โครงสร้างพื้นฐาน อื่น ๆ นอกเหนือจาก เครือข่ายโทรศัพท์  การเข้าถึงโทรศัพท์สามารถใช้ได้อย่างกว้างขวาง, Dial - up ต้องใช้เวลาในการสร้างการเชื่อมต่อใช้งานโทรศัพท์ (ถึงหลายวินาทีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง) และดำเนินเชื่อมต่อกันเพื่อทำข้อมูลให้ตรงกันโพรโทคอก่อนที่จะถ่ายโอนข้อมูลสามารถเกิดขึ้น dial - up ยังคงเป็นประโยชน์ต่อนักเดินทาง  Dial - up จะเป็นทางเลือกที่สามารถใช้ได้เฉพาะ ในชนบทห่างไกลหรือ พื้นที่ที่มีการติดตั้งบรอดแบนด์ไม่แพร่หลายเนื่องจากมีประชากรน้อยและความต้องการ  เข้าถึง Dial - up อาจจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ในงบประมาณ จำกัด ตามที่ให้บริการฟรีโดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบางอย่าง แต่ความเร็วสูงจะเพิ่มมากขึ้นใช้ได้ในราคาที่ต่ำในหลายประเทศจึงมีการแข่งขันในตลาด


นายพรณรงค์ ปรัชญาประเสริฐ 5307797